
เรื่องเล่านี้เป็นความฝัน แต่เป็นฝันที่ค่อนข้างแปลกมากๆ ค่ะ แต่ขอบอกไว้ก่อนนะคะว่ามันเป็นความเชื่อเฉพาะบุคคล อ่านแล้วโปรดใช้วิจารณญาณด้วยนะคะ
เรื่องก็มีอยู่ว่าคืนหนึ่งเรา (magical girl เอง) ก็เข้านอนตามปกติ คือประมาณตอน เที่ยงคืนกว่า ๆ ปกติแล้วเรามักจะฝันหลาย ๆ เรื่องในคืนเดียวกัน คือฝันแบบมั่ว ไม่เป็นเรื่องราวซักเท่าไหร่ แต่ถ้าถือศีล หรือไปทำบุญมา หรือสวดมนต์ ก็มักจะไม่ฝันอะไรเลย แต่คืนนั้นเราฝันเรื่องเดียวและก็รู้สึกว่ายาวนานมากกกกกก เราฝันว่าอยู่ที่บ้านดีๆ พี่ก็โทรมาให้ไปหาในสถานที่หนึ่งซึ่งเราไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน โดยบอกว่าต้องนั่งรถไฟไปเท่านั้น เราก็เลยไปที่สถานีรถไฟ ซึ่งไปซื้อตั๋วมาพนักงานขายก็สวยมาก เหมือนพนักงานสายการบินเลย เธอบอกว่า ราคา 300 บาท ซึ่งตอนนั้นเรานึกว่าแพงจังเพราะความรู้สึกว่าไม่ได้ไปไกลออกต่างจังหวัดซักหน่อย แต่เราก็ควักเงินให้เธอ แล้วเธอก็ยื่นตั๋วให้พร้อมกับให้ของมาคือ ถุงสีเหลืองข้างในมีหนังสือ 2 เล่ม ตุ๊กตาเด็ก หัวจุก 2 ตัว ตุ๊กตานก 2 ชุด (1 ชุด มี 2 ตัว) เธอบอกว่าที่ที่เราจะไปเป็นสถานีสุดท้ายเลย แล้วเราก็ขึ้นไปบนรถไฟขบวนนั้น รถไฟเป็นรถไฟสีขาว ข้างในกว้างมากกกกก แต่ละโบกี้ จะกว้างเหมือนห้องใหญ่ๆ มีคนขึ้นก่อนหน้าเราเป็นผู้ชายเราขึ้นตามหลังเขาไป พอขึ้นไปเขาก็ได้ที่นั่งเลย แต่เรามองไปก็มีคนนั่งเต็มไปหมด เราเดินไปเรื่อยๆ ทุกคนทำหน้าเฉยๆ ไม่ทักกันไม่คุยกันเลย ไม่มีที่นั่งเราเลยเดินไปถึงโบกี้ที่ 3 (เราเดินมาจากโบกี้สุดท้ายแล้วเดินไปข้างหน้า) ก็ไม่มีที่นั่งอีก แต่โบกี้นั้นมีโต๊ะสีขาวอยู่ตรงกลางโบกี้ เราเลยไปยืนและวางของตรงโต๊ะนั้น วางได้ก็จริงแต่ว่าเขามีคนวางของไว้ก่อนแล้ว โดยวางไว้เหมือนการจองที่ไว้ก่อน เราวางทับของเขานั่นแหละ จากนั้นเรายืนซักพักหนึ่ง ถุงสีเหลืองก็หายไปเหลือแต่หนังสือเราก็ตกใจว่าทำไมถุงหายได้ไง พอหันไปดูข้างหลัง ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่หน้าตาดี บุคลิกดี แต่งตัวก็ดูไม่ได้ยากจนเลย อายุน่าจะประมาณ 40 ต้นๆ แต่ก็ดูไม่แก่นะ เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว กางเกงสีขาว นุ่งทับอย่างดี เข็มขัดสีขาว ดูเรียบร้อยมาก อ๊ะ!!! นั้น เขาถือถุงของเราอยู่นี่ เราก็เลยไม่รอช้า ด่าเลยครับ “หน้าก็ดี มาขโมยของคนอื่นได้ไง #@@!##$$$ “ คนก็มองกัน ผู้ชายคนนั้นพูดว่า “ผมไม่ได้ขโมย” เราก็ว่าต่อ ว่ามันเป้นของเรา เราจำได้ แล้วเราก็หันกลับมาที่โต๊ะ ถุงก็กลับมาเหมือนเดิม และผู้ชายคนนั้นก็ไม่มีถุงอยู่ในมือแล้ว จากนั้นก็มีคนลง จากประตูที่เปิดทางด้านซ้ายมือซึ่งตรงกับโต๊ะที่เรายืนพอดี (รถไฟขบวนนี้จะคล้ายๆ กับรถไฟฟ้า ที่มีประตูอัตโนมัติเปิดปิด) เราก็เลยเดินไปมองดู ที่ๆ คนลงมันเป็นป่ามืด ๆ มองไม่เห็นอะไรเลย มืดมากเห็นแต่ว่ามีต้นไม้ไม่มีสถานีด้วย เห็นแต่หลังเขาเป็นเงาดำๆ เดินเข้าไปที่ป่านั้น จากนั้นเราก็จะเดินกลับมาที่โต๊ะ ในตอนนั้นเงินเราก็งอกออกมาจากกระเป๋ากางเกง มีทุกแบงค์เลย มันฟูออกมา เราก็พยายามยัดลงไป มันก็ฟูขึ้นมาอีก ก็มีผู้หญิงป้าๆคนหนึ่งอายุประมาณ 50-60 ได้ มากับเด็กประมาณ 6-7 ขวบ นั่งอยู่ที่นั่งข้างประตู ก็เดินเข้ามาก็ทำหน้าตายิ้มแบบน่ากลัวมาก เธอทำตัวงอๆ เหมือนกำลังย่องมาแย่งเงินของเรา เราก็ว่าป้าจะทำอะไรหน่ะ ป้าก็จะมาทีตัวเรา แต่แกก็เข้าใกล้เราไม่ได้ แล้วแกก็กลับไปนั่งที่เดิม ไอ้เงินบ้านี่มันก็ไม่ยอมลง ยัดเท่าไหร่ก็ไม่ยอมลง เราก็เริ่มกลัว พอดีมีคุณลุงคนหนึ่งหน้าตาใจดี แก่มากับหลานๆ 4 คน ใส่ชุดขาวกันหมด แก่ก็บอกว่า “หนูมายืนกับลุงนี่เขาจะได้ไม่คิดว่ามาคนเดียว” เราก็เลยรู้สึกดีขึ้น คุณลุงและหลาน ๆ ก็ยืนตรงโต๊ะที่เราวางของนั่นแหละ และของที่วางก็เป็นของแกและหลานๆ เราก็เลยเอาถุงของเรามาถือเอง และยืนออกมาจากโต๊ะนิดหนึ่ง เพราะเหมือนทุกคนมีตำแหน่งของตัวเอง เอาอีกแล้ว พอออกมานิดหันหลังไปก็มีป้าคนหนึ่งทำท่าเหมือนป้าคนเดิมเลย จะมาแย่งเงินอีก เรากลัว แล้วรู้สึกไม่ดีแล้ว แต่แกก็เข้าใกล้ตัวเราไม่ได้แล้วแกก็หันหลังกลับไป เราเลยถามคุณลุงว่า “ลุงเมื่อไหร่จะถึงเสียที่ นานมากเลย” ลุงยิ้มและตอบว่า “อีกนาน มันอ้อมมาก ของหนูสถานีสุดท้ายอีกนาน” เราก็เริ่มจะร้องไห้และนึกได้ว่า นี่เราไม่รู้ว่าไปที่ไหนเลย “หนุอยากลงแล้ว นั่งแท็กซี่ไปไม่ได้เหรอ หารกันนะลุง หรือหนูออกเองก็ได้แต่หนูอยากลงแล้ว” ลุงยิ้มเหมือนเดิม “ลงไม่ได้หรอก แล้วลุงก็ไปคนละที่กับหนู ลุงลงก่อน” กลัวมาก รู้สึกกลัวมาก จะร้องไห้แล้ว อยากลง อยากกลับบ้าน แล้วเราก็ได้ยินเสียงคนคุยกันว่า “หนูจะเอาพระไปเชิญวิญญาณมันกลับมาบ้านนะแม่” นั้นเสียงพี่ และเราก็มองเห็นแสงและเห็นพระยืนอยู่ที่ประตูแต่เป็นประตูของโบกี้อื่น และอยู่ทางขวามือด้วย เท่านั้นแหละ ดีใจมาก วิ่งเลย ตื่นเลย
พอตื่นมารู้สึกใจหายมาก เหนื่อยและปวดหัวมากกกก ปวดแบบหนักหัวมาก จะร้องไห้ และตื่นก่อนเวลาตื่นทุกวันประมาณ ครึ่งชั่วโมง กลัวมาก ตื่นแล้วยังรู้สึกกลัวเพราะยังไม่เช้าเลย เรานอนนิ่งๆ และคิด แต่ไม่กล้าลุกขึ้นกลัว คิดว่าทำไมถึงฝันแบบนี้ และคำตอบมันดันขึ้นมาเองว่า อ้อ เราเคยไปถือศีล อยู่เป็น 4-5 เดือนถึงจะไม่ได้เก่งแต่ก็ตั้งใจ เรามีปัญญา เราเดินทางลัด เดินตามรอยพระพุทธเจ้า เดินทางตรง แต่ตอนนี้เรามาอยู่ทางโลก มันเป็นทางอ้อม ไกลมาก ไม่ถึงเสียที และไม่รู้ว่าที่ๆ จะไปเป็นที่ไหน เงินที่ติดตัวคือบุญที่เราทำนั่นแหละไม่มีใครแย่งเราได้ หนังสือก็คือปัญญาทางธรรมของเราที่มันสะสม และเอาไปได้เท่านั้น แต่ทุกวันนี้เราเดินทางอ้อมมากๆ เราเลยไม่รู้ว่าเราจะไปที่ไหน และจะถึงเมื่อไหร่ หากเราตายไปเราอาจไม่ได้โชคดีได้ไปในที่ดีดีก็ได้ และคิดว่าที่เราฝันเพราะว่า ตอนกลางวันวันนั้นเราตั้งสัจจะนั่งสมาธิไว้ 6 ชั่วโมงต่อ อาทิตย์แต่เราก็ขี้เกลียด นั่งได้แค่ชั่วโมงเดียว เพราะงก พอมีลูกค้าโทรมาก็ตกใจออกจากสมาธิ เลยทำให้นั่งไม่ครบเวลา และก็ไม่ได้แผ่เมตตาด้วย เราก็เลยคิดว่า คงเป็นคำเตือนนั้นแหล่ะ ว่าอย่าประมาทนะ เวลาที่มีอยู่ก็ควรจะทำในสิ่งที่ดี จะได้ไม่หลงทาง เพราะหากหมดเวลาแล้วคงไม่มีใครช่วยเราได้ และเราก็ไม่สามารถเลือกทางไปได้อีกด้วย“เพราะฉะนั้น เวลาที่เหลืออยู่ ควรเลือกทำดี เพราะนั่นหมายถึงเราได้เลือกจุดหมายปลายทางของเราไว้แล้ว”
เรื่องก็มีอยู่ว่าคืนหนึ่งเรา (magical girl เอง) ก็เข้านอนตามปกติ คือประมาณตอน เที่ยงคืนกว่า ๆ ปกติแล้วเรามักจะฝันหลาย ๆ เรื่องในคืนเดียวกัน คือฝันแบบมั่ว ไม่เป็นเรื่องราวซักเท่าไหร่ แต่ถ้าถือศีล หรือไปทำบุญมา หรือสวดมนต์ ก็มักจะไม่ฝันอะไรเลย แต่คืนนั้นเราฝันเรื่องเดียวและก็รู้สึกว่ายาวนานมากกกกกก เราฝันว่าอยู่ที่บ้านดีๆ พี่ก็โทรมาให้ไปหาในสถานที่หนึ่งซึ่งเราไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน โดยบอกว่าต้องนั่งรถไฟไปเท่านั้น เราก็เลยไปที่สถานีรถไฟ ซึ่งไปซื้อตั๋วมาพนักงานขายก็สวยมาก เหมือนพนักงานสายการบินเลย เธอบอกว่า ราคา 300 บาท ซึ่งตอนนั้นเรานึกว่าแพงจังเพราะความรู้สึกว่าไม่ได้ไปไกลออกต่างจังหวัดซักหน่อย แต่เราก็ควักเงินให้เธอ แล้วเธอก็ยื่นตั๋วให้พร้อมกับให้ของมาคือ ถุงสีเหลืองข้างในมีหนังสือ 2 เล่ม ตุ๊กตาเด็ก หัวจุก 2 ตัว ตุ๊กตานก 2 ชุด (1 ชุด มี 2 ตัว) เธอบอกว่าที่ที่เราจะไปเป็นสถานีสุดท้ายเลย แล้วเราก็ขึ้นไปบนรถไฟขบวนนั้น รถไฟเป็นรถไฟสีขาว ข้างในกว้างมากกกกก แต่ละโบกี้ จะกว้างเหมือนห้องใหญ่ๆ มีคนขึ้นก่อนหน้าเราเป็นผู้ชายเราขึ้นตามหลังเขาไป พอขึ้นไปเขาก็ได้ที่นั่งเลย แต่เรามองไปก็มีคนนั่งเต็มไปหมด เราเดินไปเรื่อยๆ ทุกคนทำหน้าเฉยๆ ไม่ทักกันไม่คุยกันเลย ไม่มีที่นั่งเราเลยเดินไปถึงโบกี้ที่ 3 (เราเดินมาจากโบกี้สุดท้ายแล้วเดินไปข้างหน้า) ก็ไม่มีที่นั่งอีก แต่โบกี้นั้นมีโต๊ะสีขาวอยู่ตรงกลางโบกี้ เราเลยไปยืนและวางของตรงโต๊ะนั้น วางได้ก็จริงแต่ว่าเขามีคนวางของไว้ก่อนแล้ว โดยวางไว้เหมือนการจองที่ไว้ก่อน เราวางทับของเขานั่นแหละ จากนั้นเรายืนซักพักหนึ่ง ถุงสีเหลืองก็หายไปเหลือแต่หนังสือเราก็ตกใจว่าทำไมถุงหายได้ไง พอหันไปดูข้างหลัง ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่หน้าตาดี บุคลิกดี แต่งตัวก็ดูไม่ได้ยากจนเลย อายุน่าจะประมาณ 40 ต้นๆ แต่ก็ดูไม่แก่นะ เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว กางเกงสีขาว นุ่งทับอย่างดี เข็มขัดสีขาว ดูเรียบร้อยมาก อ๊ะ!!! นั้น เขาถือถุงของเราอยู่นี่ เราก็เลยไม่รอช้า ด่าเลยครับ “หน้าก็ดี มาขโมยของคนอื่นได้ไง #@@!##$$$ “ คนก็มองกัน ผู้ชายคนนั้นพูดว่า “ผมไม่ได้ขโมย” เราก็ว่าต่อ ว่ามันเป้นของเรา เราจำได้ แล้วเราก็หันกลับมาที่โต๊ะ ถุงก็กลับมาเหมือนเดิม และผู้ชายคนนั้นก็ไม่มีถุงอยู่ในมือแล้ว จากนั้นก็มีคนลง จากประตูที่เปิดทางด้านซ้ายมือซึ่งตรงกับโต๊ะที่เรายืนพอดี (รถไฟขบวนนี้จะคล้ายๆ กับรถไฟฟ้า ที่มีประตูอัตโนมัติเปิดปิด) เราก็เลยเดินไปมองดู ที่ๆ คนลงมันเป็นป่ามืด ๆ มองไม่เห็นอะไรเลย มืดมากเห็นแต่ว่ามีต้นไม้ไม่มีสถานีด้วย เห็นแต่หลังเขาเป็นเงาดำๆ เดินเข้าไปที่ป่านั้น จากนั้นเราก็จะเดินกลับมาที่โต๊ะ ในตอนนั้นเงินเราก็งอกออกมาจากกระเป๋ากางเกง มีทุกแบงค์เลย มันฟูออกมา เราก็พยายามยัดลงไป มันก็ฟูขึ้นมาอีก ก็มีผู้หญิงป้าๆคนหนึ่งอายุประมาณ 50-60 ได้ มากับเด็กประมาณ 6-7 ขวบ นั่งอยู่ที่นั่งข้างประตู ก็เดินเข้ามาก็ทำหน้าตายิ้มแบบน่ากลัวมาก เธอทำตัวงอๆ เหมือนกำลังย่องมาแย่งเงินของเรา เราก็ว่าป้าจะทำอะไรหน่ะ ป้าก็จะมาทีตัวเรา แต่แกก็เข้าใกล้เราไม่ได้ แล้วแกก็กลับไปนั่งที่เดิม ไอ้เงินบ้านี่มันก็ไม่ยอมลง ยัดเท่าไหร่ก็ไม่ยอมลง เราก็เริ่มกลัว พอดีมีคุณลุงคนหนึ่งหน้าตาใจดี แก่มากับหลานๆ 4 คน ใส่ชุดขาวกันหมด แก่ก็บอกว่า “หนูมายืนกับลุงนี่เขาจะได้ไม่คิดว่ามาคนเดียว” เราก็เลยรู้สึกดีขึ้น คุณลุงและหลาน ๆ ก็ยืนตรงโต๊ะที่เราวางของนั่นแหละ และของที่วางก็เป็นของแกและหลานๆ เราก็เลยเอาถุงของเรามาถือเอง และยืนออกมาจากโต๊ะนิดหนึ่ง เพราะเหมือนทุกคนมีตำแหน่งของตัวเอง เอาอีกแล้ว พอออกมานิดหันหลังไปก็มีป้าคนหนึ่งทำท่าเหมือนป้าคนเดิมเลย จะมาแย่งเงินอีก เรากลัว แล้วรู้สึกไม่ดีแล้ว แต่แกก็เข้าใกล้ตัวเราไม่ได้แล้วแกก็หันหลังกลับไป เราเลยถามคุณลุงว่า “ลุงเมื่อไหร่จะถึงเสียที่ นานมากเลย” ลุงยิ้มและตอบว่า “อีกนาน มันอ้อมมาก ของหนูสถานีสุดท้ายอีกนาน” เราก็เริ่มจะร้องไห้และนึกได้ว่า นี่เราไม่รู้ว่าไปที่ไหนเลย “หนุอยากลงแล้ว นั่งแท็กซี่ไปไม่ได้เหรอ หารกันนะลุง หรือหนูออกเองก็ได้แต่หนูอยากลงแล้ว” ลุงยิ้มเหมือนเดิม “ลงไม่ได้หรอก แล้วลุงก็ไปคนละที่กับหนู ลุงลงก่อน” กลัวมาก รู้สึกกลัวมาก จะร้องไห้แล้ว อยากลง อยากกลับบ้าน แล้วเราก็ได้ยินเสียงคนคุยกันว่า “หนูจะเอาพระไปเชิญวิญญาณมันกลับมาบ้านนะแม่” นั้นเสียงพี่ และเราก็มองเห็นแสงและเห็นพระยืนอยู่ที่ประตูแต่เป็นประตูของโบกี้อื่น และอยู่ทางขวามือด้วย เท่านั้นแหละ ดีใจมาก วิ่งเลย ตื่นเลย
พอตื่นมารู้สึกใจหายมาก เหนื่อยและปวดหัวมากกกก ปวดแบบหนักหัวมาก จะร้องไห้ และตื่นก่อนเวลาตื่นทุกวันประมาณ ครึ่งชั่วโมง กลัวมาก ตื่นแล้วยังรู้สึกกลัวเพราะยังไม่เช้าเลย เรานอนนิ่งๆ และคิด แต่ไม่กล้าลุกขึ้นกลัว คิดว่าทำไมถึงฝันแบบนี้ และคำตอบมันดันขึ้นมาเองว่า อ้อ เราเคยไปถือศีล อยู่เป็น 4-5 เดือนถึงจะไม่ได้เก่งแต่ก็ตั้งใจ เรามีปัญญา เราเดินทางลัด เดินตามรอยพระพุทธเจ้า เดินทางตรง แต่ตอนนี้เรามาอยู่ทางโลก มันเป็นทางอ้อม ไกลมาก ไม่ถึงเสียที และไม่รู้ว่าที่ๆ จะไปเป็นที่ไหน เงินที่ติดตัวคือบุญที่เราทำนั่นแหละไม่มีใครแย่งเราได้ หนังสือก็คือปัญญาทางธรรมของเราที่มันสะสม และเอาไปได้เท่านั้น แต่ทุกวันนี้เราเดินทางอ้อมมากๆ เราเลยไม่รู้ว่าเราจะไปที่ไหน และจะถึงเมื่อไหร่ หากเราตายไปเราอาจไม่ได้โชคดีได้ไปในที่ดีดีก็ได้ และคิดว่าที่เราฝันเพราะว่า ตอนกลางวันวันนั้นเราตั้งสัจจะนั่งสมาธิไว้ 6 ชั่วโมงต่อ อาทิตย์แต่เราก็ขี้เกลียด นั่งได้แค่ชั่วโมงเดียว เพราะงก พอมีลูกค้าโทรมาก็ตกใจออกจากสมาธิ เลยทำให้นั่งไม่ครบเวลา และก็ไม่ได้แผ่เมตตาด้วย เราก็เลยคิดว่า คงเป็นคำเตือนนั้นแหล่ะ ว่าอย่าประมาทนะ เวลาที่มีอยู่ก็ควรจะทำในสิ่งที่ดี จะได้ไม่หลงทาง เพราะหากหมดเวลาแล้วคงไม่มีใครช่วยเราได้ และเราก็ไม่สามารถเลือกทางไปได้อีกด้วย“เพราะฉะนั้น เวลาที่เหลืออยู่ ควรเลือกทำดี เพราะนั่นหมายถึงเราได้เลือกจุดหมายปลายทางของเราไว้แล้ว”

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น